YAOWARAT | CHINA TOWN (เยาวราชที่อาจไม่รู้) – PBIC

YAOWARAT | CHINA TOWN (เยาวราชที่อาจไม่รู้)

ย้อนย่านเก่าเยาวราช เที่ยววัด ท่องศาลเจ้า แวะบ้านดั้งเดิมเจ้าสัว วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (PBIC Thammasat) พานักศึกษาออกพื้นที่เดินท่องเยาวราช กับ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และ สมชาย แซ่จิว สองวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 โดยได้เดินชมและรับฟังคำบรรยายประวัติย่านเก่าแก่ของชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แวะศาลเจ้าแบบเต๋าและแบบพุทธ มัสยิดที่ตั้งกลางไชน่าทาวน์ วัดและบ้านดั้งเดิมของเจ้าสัวจุดเริ่มต้นธุรกิจตระกูลดังในเยาวราช เช่น เจียรวนนท์, สิริวัฒนภักดี, ดำรงชัยธรรม -มูลนิธิเทียนฟ้า มูลนิธิแรกของสยามประเทศ พยานความสามัคคีของจีนทั้งห้ากลุ่มภาษาสมชาย แซ่จิว บรรยายว่า ชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในไทย มีทั้งหมด 5 กลุ่มภาษา หรือ 5 สำเนียงภาษา ประกอบด้วย ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว ฮักก้า (แคะ) ไหหลำ กวางตุ้ง อยู่ในไทยมานาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อมาอยู่รวมกันก็มีทะเลาะกันบ้าง เช่น ฮกเกี้ยนไม่ชอบกวางตุ้ง กวางตุ้งไม่ชอบแต้จิ๋ว นอกจากนั้นยังสลับกันมีอำนาจ โดยในสมัยอยุธยา จีนฮกเกี้ยนขึ้นหม้อ เป็นจีนหลวง เพราะเป็นคนทำระบบการค้าจิ้มก้อง ระบบการค้าสำเภาเป็นเหมือนตัวแทนให้ราชสำนักต่อมาสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินท่านเป็นจีนแต้จิ๋ว พอได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จีนแต้จิ๋วก็ขึ้นหม้อ ส่วนฮกเกี้ยนก็ตกกระป๋องไปแต่โรงพยาบาลเทียนฟ้า เรียกได้ว่าเป็นกาวใจ เพราะก่อตั้งโดยคนจีนทั้ง 5 กลุ่มภาษามาคุยกันว่าจะทำโรงพยาบาลเพื่อคนจีน ผู้ก่อตั้งทั้ง 6 คนมาจากแต่ละกลุ่มภาษา สลับกันเป็นประธานคณะกรรมการในสมัยก่อน สมมติปีนี้แต้จิ๋วเป็นประธาน ปีหน้าจะเป็นซ้ำไม่ได้ ต้องวนกันไปโรงพยาบาลเทียนฟ้ามีหมอทั้ง 5 กลุ่มภาษาไว้คุยกับคนไข้ในกลุ่มภาษาเดียวกัน โรงพยาบาลเทียนฟ้า ตั้งขึ้นในปี 1903 โดยรัชกาลที่ 5 เสด็จมาเปิดโรงพยาบาลด้วยพระองค์เองในอีก 2 ปีต่อมาคือปี 1905 และ พระราชทานเงินสนับสนุนให้ที่นี่อีก 8,000 บาท รัชกาลที่ 5 ให้ความสำคัญกับที่นี่มาก เพราะปี 1905 ที่อเมริกามีการประท้วงของแรงงานจีน เนื่องจากอเมริกาทำสัญญากับราชสำนักชิง มีการกีดกันคนจีนที่เป็นแรงงาน จึงนำไปสู่การประท้วง ขณะที่ในไทยก็มีการประท้วง โดยรวมตัวกันที่โรงพยาบาลเทียนฟ้าด้วยมีหลักฐานว่า 7 สิงหาคม 1905 คนจีนมาชุมนุมประท้วงอเมริกาที่โรงพยาบาลเทียนฟ้า จำนวน 3,000 คน โดยกดดันคนจีนที่เป็นคนรับใช้ของคนร่ำรวย ให้ลาออก นัดหยุดงาน มีข่าวลงในหนังสือบางกอกไทม์ สมัยนั้นเรียกว่าบางกอกไตม์ ในเดือนสิงหาคม 1905 ต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จโรงพยาบาลเทียนฟ้า 19 กันยายน 1905 คือในเดือนต่อมา เราอาจจะตีความว่าท่านมาช่วยดับไฟตรงนี้ก็ได้ -โรงพยาบาลเทียนฟ้า ความสัมพันธ์การเมืองไทย – จีน ปี 1908 ฮ่องเต้กวงซวี่ ของแมนจู สิ้นพระชนม์ (สิ้นก่อนซูสีไทเฮา 1 วัน) ถัดจากฮ่องเต้กวงซวี่ ผู้ที่ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ คือปูยี ซึ่งเป็นฮ่องเต้องค์สุดท้าย โรงพยาบาลเทียนฟ้าก็ตั้งโต๊ะบูชาไว้อาลัยฮ่องเต้กวงซวี่ แล้วเกิดเป็นเรื่องเป็นราว เพราะนายเซียวฮุดเสง เจ้าของหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ หรือฮั่วเซียมซินป่อ เป็นคนไม่ชอบระบบฮ่องเต้คือเป็นคนไม่เอาเจ้า พอที่นี่ตั้งโต๊ะไว้อาลัย เจ้าของหนังสือพิมพ์นี้ จึงเขียนโจมตีกลุ่มเอาเจ้า (ป๋ออ่วงไพ่) เกิดเป็นเรื่องเป็นราวแบนหนังสือพิมพ์ของเซียวฮุดเสง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงนักที่นี่ นอกจากเป็นโรงพยาบาลแล้ว ยังเป็นมูลนิธิแรกของไทย ถูกจดทะเบียนลำดับที่ 1 เมื่อปี 2474 (1931) สิ่งพิเศษ 3 อย่างในโรงพยาบาลเทียนฟ้า 1) เจ้าแม่กวนอิม แกะจากไม้จันทน์หอม สมัยราชวงศ์ซ่ง แต่แกะแบบราชวงศ์ถัง เดิมอยู่ลั่วหยาง พอจีนเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ จึงขนย้ายเพราะกลัวถูกทำลาย ขนย้ายมาอยู่ฮ่องกง ต่อมาตกอยู่ในมือคหบดีที่เมืองไทย แล้ว จุลินทร์ ล่ำซำ ขอมาตั้งเป็นประธานที่นี่ 2) รูป 6 ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลล้วนเป็นเจ้าสัวเมืองไทยทั้งสิ้น 3) ตู้ไม้ที่เป็นตู้กระจก เป็นตู้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 พระราชทานให้โรงพยาบาลแห่งนี้ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้นักศึกษาจดจำเทียบสมัยของการเมืองในไทยกับจีน คือ สมัยรัชกาลที่ 5 ตรงกับสมัยซูสีไทเฮาของจีน พอรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ปีที่ 2 ราชวงศ์จีนก็ล่มลง รัชกาลที่ 6 ตกพระทัยมาก เพราะบัลลังก์มังกรที่ยิ่งใหญ่ของจีนมานับพันปี ล่มได้อย่างไร แล้วในจีนมี ดร.ซุน ยัดเซน ในไทยก็คือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ในจีนล้มอย่างเบ็ดเสร็จเปลี่ยนจากราชอาณาจักรกลายเป็นสาธารณรัฐ ตรงกับปีที่ 2 ของรัชกาลที่ 6 ในไทยจึงมีเมืองตุ๊กตาทดลองประชาธิปไตย ดุสิตธานี และยังทดลองกันจนถึงปัจจุบัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในไทย ปี 2475 (1932) ล้มระบอบเดิม แต่อาจารย์ปรีดียังเหลือเยื่อใย จึงเปลี่ยนแปลงยังไม่เบ็ดเสร็จ .-ตึก 7 ชั้น ที่มาของ “สวรรค์ชั้น 7” สมชาย แซ่จิว เล่าว่า ตามหลักพุทธศาสนา ไม่มีสวรรค์ชั้นที่ 7 จะมีแค่ชั้นที่ 6 ส่วนตึกสูงที่สุดในเยาวราช ตึกแรกมีความสูง 6 ชั้น ปัจจุบันคือโรงแรมเซี่ยงไฮ้ เมื่อก่อนเรียกตึก 6 ชั้น เจ้าของคือ ตระกูลสารสิน เทียนฮี้ สารสิน หมอหลวงของรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้น มีคนสร้างตึกแข่ง จึงเกิดโรงแรม 7 ชั้น อยู่ฝั่งตรงข้าม ปัจจุบันคือ chinatown hotel สมัยก่อนด้านบนมีทั้งโรงแรม ร้านค้า โดยชั้น 7 เป็นโรงน้ำชาที่มีผู้ขายบริการในราคาแพง เป็นที่มาของของคำว่า ขึ้นสวรรค์ชั้น 7 เป็นที่แรกที่มีลิฟท์เพราะเจ้าสัวที่มาขึ้นสวรรค์ชั้น 7 ก็จะเป็นอาแปะ อาเจ็ก ผู้สูงอายุเดินขึ้นไม่ไหว เป็นที่ที่ค่าตัวของคนอาชีพขายบริการมีราคาแพงมากสมัยนั้น ประมาณ 3 – 5 บาท ตอนนั้นเยาวราชมีตึกสูงที่สุดในประเทศไทยอยู่ 3 ตึก คือ ตึก 6 ชั้น ตึก 7 ชั้น และตึก 9 ชั้น หลังจากนั้นพอมีโรงแรมดุสิตธานีขึ้นมา ที่นี่ก็ตกกระป๋องไป มาดูที่นี่เพื่อดูว่าสวรรค์ชั้น 7 มีที่มาอย่างไร วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ กล่าวว่า ตึก 7 ชั้นตึกนี้อายุร้อยกว่าปี สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 ตึกนี้ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และอาจจะครั้งที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง สมัยก่อนขึ้นชั้น 7 เป็นคาเฟ่แห่งแรกของไทย คุณน้าของอาจารย์เคยเล่าว่าสมัยสาวๆ ขึ้นไปกินน้ำแข็งไสใส่น้ำหวาน นี่คือของหรูที่สุดในยุคนั้น .-จุดกำเนิดเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี กรุ๊ป)เดินผ่านวัดวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร (วัดเกาะ เยาวราช) ไปบนถนนทรงสวัสดิ์ ชมตึกแถวจุดเริ่มต้นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี สมชาย แซ่จิว เล่าว่า ก่อนจะเป็นเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ที่นี่มีชื่อว่า เจียไต๋จึง เริ่มจากขายเมล็ดพันธุ์ผักที่ส่งมาจากจีน คนก่อตั้งคือ เจียเอ็กชอ (บิดาของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์) กับ เจี่ยเซี่ยวฮุย ที่มาร่วมก่อตั้ง ร้านเปิดปีแรก 2464 ปีนี้ 2565 จึงเป็นปีที่ 101 เมื่อก่อนเรียกว่าเมล็ดพันธุ์ผักเจียไต๋จึง ตราเครื่องบิน จากนั้นก็ร่ำรวยมาเรื่อยๆ ตอนนี้มีเซเว่น-อีเลฟเว่นที่ทุกคนหนีไม่พ้น แต่จุดกำเนิดซีพีมาจากที่นี่ตรงนี้คือถนนทรงสวัสดิ์ ถัดไปใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาคือ ถนนทรงวาด จะมีโกดังที่เก็บสินค้าที่ขนส่งมาจากทางเรือ จุดนี้จึงเป็นจุดสำคัญเป็นปากท้องของกรุงเทพฯ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริหารซีพีเป็นรุ่นที่สาม คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ (บุตรชายของธนินทร์) แถวนี้เมื่อก่อนมีคลอง มีคูน้ำล้อมรอบวัด จึงเรียกว่าวัดเกาะ ปัจจุบันความเป็นเกาะหายไปแล้ว .-ที่มาชื่อถนนทรงวาด รัชกาลที่ 5 ทรงวาดด้วยพระองค์เอง สมชาย แซ่จิว เล่าถึงถนนทรงวาดว่า รัชกาลที่ 5 ทรงวาดแผนที่ขึ้นมาให้ทำถนนสายนี้ เพราะสำเพ็งแออัด เกิดไฟไหม้ใหญ่ตลอดเวลา จึงต้องมีถนนเป็นแนวกั้นไฟ รัชกาลที่ 5 ทรงวาดขึ้นมาเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ กล่าวว่า หากนับจากแม่น้ำเจ้าพระยา ถัดมาคือถนนทรงวาด ถัดไปเป็นสำเพ็ง ถัดไปอีกจึงเป็นเยาวราช และถัดจากเยาวราชไปเป็นถนนเจริญกรุง เป็น 5 สายในไชน่าทาวน์ ไชน่าทาวน์ไม่ได้มีเพียงเยาวราช (แม่น้ำเจ้าพระยา ถ.ทรงวาด ถ.สำเพ็ง ถ.เยาวราช ถ.เจริญกรุง) บ้านของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็อยู่ตลาดน้อย ซึ่งอยู่แถวนี้ .-มัสยิดกลางไชน่าทาวน์ สุเหร่าประจำตระกูลสมันตรัฐ เดินไปตามถนนทรงวาด หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีมัสยิดที่ตั้งกลางไชน่าทาวน์ สมชาย แซ่จิว เล่าว่า ชื่อทางการของมัสยิดนี้คือมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก โดยหลวงโกชาฯ เป็นบิดาของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของตระกูลสมันตรัฐ ในสมัยที่ยังไม่มีมัสยิดแห่งนี้ ชาวมุสลิมที่ขึ้นท่าเรือต้องหาที่ทำละหมาด ซึ่งต้องเดินทางข้ามไปทางคลองสานซึ่งก็ยากลำบาก จึงขอให้หลวงโกชาฯ หาที่ทำมัสยิด ตอนเริ่มต้นก่อสร้างเป็นมัสยิดไม้ ต่อมาสร้างเป็นตึกนีโอคลาสสิค ด้านหลังคือกุโบร์หรือสุสาน ฝั่งร่างหลวงโกชาอิศหากและลูกหลานตระกูลสมันตรัฐ รวมถึงชาวจีนฮ่อ (ชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม) ในเยาวราชด้วย .-ศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง จุดหมายแรกเมื่อจีนแต้จิ๋วมาถึงสยามเดินตามถนนทรงวาด มีอีกศาลเจ้าที่ชาวจีนต้องมาไหว้เหมือนบ่งบอกว่ารอดชีวิตแล้วหลังเดินทางรอนแรมทางทะเล สมชาย แซ่จิว เล่าว่า ชาวจีนสมัยก่อนนั่งเรือสำเภามาจากซัวเถาใช้เวลา 30 – 33 วันมาถึงที่นี่ แต่ตอนหลังมีเรือกลไฟ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ก็มาถึงเมื่อคนจีนอพยพมาถึง ขึ้นที่ท่าเรือถนนทรงวาด ก็จะแวะมาสักการะศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากงที่นี่ก่อนศาลเจ้าปูนเถ้ากง ในสมัยอยุธยาก็มี แต่ศาลเจ้าแบบนี้ไม่ปรากฏที่เมืองจีน จึงมีการตั้งคำถามว่า ใครคือปูนเถ้ากง ซึ่งอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล แปลว่า ปฐมชน แต่ส่วนตัวผู้บรรยาย(สมชาย แซ่จิว) จะแปลว่า เจ้าพ่อของชุมชน ซึ่งจะมีทุกที่คล้ายๆ ปู่ตา ในภาคอีสาน สันนิษฐานว่าที่นี่สร้างอย่างน้อยรัชกาลที่ 3 เพราะระฆังระบุ สร้างสมัยพระเจ้าเต้ากวง ปีที่ 4 ช่วงเวลาในยุคนั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ กล่าวว่า พระเจ้าเต้ากวงคือ พ่อของพระเจ้าเสียนเฟิงซึ่งเป็นสามีซูสีไทเฮา ส่วนซูสีไทเฮา ตรงกับยุครัชกาลที่ 5ศาลปู่ย่าตายายแบบนี้ มีเฉพาะแต้จิ๋วเท่านั้น กวางตุ้งไม่มี ฮักกาไม่มี เคยเดินทางไปหาศาลปู่ย่าตายายแบบนี้ที่ฮ่องกง หาไม่เจอเพราะฮ่องกงใช้แบบจีนกวางตุ้งไม่ใช่แต้จิ๋วสมชาย กล่าวว่า ด้านหลังศาลเจ้าคือโรงเรียนเผยอิง ซึ่งผลิตเจ้าสัวเยอะที่สุดของประเทศ เป็นโรงเรียนของคนจีนแต้จิ๋ว วิโรจน์ บอกด้วยว่า สมาคมแต้จิ๋วเป็นคนสร้างเป็นคนดูแลโรงเรียน ตอนก่อสร้างไปจ้างช่างอิตาลีมาสร้าง ขนหินอ่อนมาจากอิตาลี ซอยข้างศาลเจ้าและโรงเรียนเผยอิง คือบ้านเดิมของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นบ้านที่บิดาเสี่ยเจริญเคยยืนผัดหอยทอด .-ศาลเจ้าเซี้ยอึ้งกง หลักเมืองเยาวราชเดินผ่านตรอกเล็กๆ แวะศาลหลักเมืองเยาวราช สมชาย แซ่จิว บรรยายว่า ศาลเจ้าหลักเมือง จะเป็นคนละแบบกับปูนเถ้ากงซึ่งไม่มีในเมืองจีน แต่ศาลเจ้าหลักเมืองจะมีที่เมืองจีนด้วย เวลามีคนตาย ต้องมีพิธีรายงานเจ้าที่ศาลหลักเมือง เพื่อให้วิญญาณจะได้ออกจากเมืองได้ เป็นศาลเจ้าหลักเมืองที่เล็กมาก ลักษณะที่ไม่เหมือนที่อื่นอีกอย่างคือ ปกติศาลอื่นไม่มีโรงงิ้วถาวร ส่วนที่นี่เป็นไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ ที่มีโรงงิ้วถาวร แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะศาลนี้ไม่ค่อยมีคนมา อาจเป็นเพราะอยู่ที่แคบ ลับตาคน .-แวะชมจุดลอบสังหาร เหียกวงเอี่ยม ประธานหอการค้าไทย – จีน ผู้รักชาติยิ่งชีพสมชาย แซ่จิว พามายืนมุมถนนเยาวพาณิชย์ เป็นซอยแยกจากเส้นเยาวราช บริเวณหน้าร้านทองเซ่งเฮงหลีใกล้ฮั่วเซ่งเฮง สาขา 2 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตรอกแปลงนามโดยบรรยายถึงจุดที่ เหียกวงเอี่ยม ถูกยิงริมถนนว่า ตรงบริเวณหน้าโรงงิ้วฮั่งจิว ปัจจุบันคือ ร้าน ซิน ฮะ เส็ง (ริมถนนเยาวราช ฝั่งตรอกแปลงนาม) ขณะนั้นญี่ปุ่นบุกจีน เหียกวงเอี่ยมเป็นตัวตั้งตัวตีในการคว่ำบาตรญี่ปุ่นและพ่อค้าจีนในไทยคนไหนที่คบค้ากับญี่ปุ่นก็จะต้องถูกบอยคอตด้วย ปรากฏว่านายธนาคารคนหนึ่งถูกฆ่าตาย แล้วลูกชายคิดว่าเหียกวงเอี่ยมอยู่เบื้องหลัง จึงแก้แค้นโดยสั่งมือปืนมาลอบยิง ขณะเหียกวงเอี่ยมมารับครอบครัวซึ่งมาดูงิ้ว จุดที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งร้าน ซิน ฮะ เส็ง มือปืนยิงตรงนั้นแล้ววิ่งข้ามถนนเข้ามาในซอยซึ่งปัจจุบันคือถนนเยาวพาณิชย์ที่เรายืนอยู่ ส่วนรูปภาพ เหียกวงเอี่ยม ปัจจุบันยังมีอยู่ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บนกระดานภาพผู้ก่อตั้งมูลนิธิและกรรมการมูลนิธิแต่ละยุค ซึ่งมีภาพเหียกวงเอี่ยมด้วย สมชาย เล่าด้วยว่า ก่อนตัดถนนเยาวพาณิชย์ เดิมที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของ อับดุลราฮิม จึงมีการแลกที่ดินให้อับดุลราฮิมไปอยู่ตรงข้ามสวนลุมพินี ซึ่งต่อมาตรงนั้นทำเลทองแพงกว่าเยาวราช ส่วนร้านทองฮั่วเซ่งเฮง เมื่อก่อนเป็นโรงหนังและแถวนี้มีโรงงิ้วเยอะมาก รวมถึงโรงงิ้วของครอบครัว อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ด้วย วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ บรรยายว่า เดิมคุณตาสร้างโรงงิ้วที่ปัจจุบันคือร้านทอง เซ่งเฮงหลีที่เรายืนอยู่ ระหว่างกำลังเจรจาขอซื้อที่ดิน ก็ถูกเจ้าของร้านทองร้านนี้ซื้อไปก่อน ทำให้คุณตาข้ามถนนไปสร้างโรงงิ้วอีกฝั่ง เป็นที่กรรมสิทธิ์ของหญิงคนหนึ่ง คุณตาพยายามซื้อที่ดินเช่นกัน แต่หญิงคนนั้นขายให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นวิโรจน์ พาเดินชมอพาร์ตเมนท์โบราณซึ่งคุณตาเป็นคนสร้าง พร้อมกับเล่าว่า ปัจจุบันโรงงิ้วกลายเป็นที่จอดรถ สมัยก่อนไม่มีการตอกเสาเข็ม แต่ใช้วิธีปูด้วยซุง ส่วนอพาร์ตเมนท์ที่คุณตาสร้าง นอกจากครอบครัวที่เคยอยู่ที่นี่แล้ว ก็มีมหาเศรษฐีเมืองไทยอีกคนคือ อากู๋แกรมมี่ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ใครจะไปรู้อนาคต ตอนนั้นอากู๋อยู่กับพ่อแม่พี่น้องสามสี่คนอยู่ในห้องเล็กนิดเดียว ปัจจุบันอากู๋เป็นมหาเศรษฐีของเมืองไทย .-เข้าตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ชมศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะสถาปัตยกรรมเชิงช่างแต้จิ๋วสมชาย แซ่จิว บรรยายว่า เล่งบ๊วย แปลว่า หางมังกร เป็นชื่อ หมู่บ้านในแต้จิ๋ว ชื่อ เล่งบ๊วย คาดว่าคนที่อพยพจากหมู่บ้านเล่งบ๊วยมาสร้างศาลเจ้านี้วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เคยเสด็จเยาวราชในเทศกาลตรุษจีน ตั้งโต๊ะประทับเสวยที่ลานหน้าศาลเจ้านี้ และเคยประทับเสวยที่ร้านพริกไทยตรามือ ง่วนสุน ในตลาดนี้ด้วย .-วัดคณิกาผล แหล่งบุญที่สร้างจากน้ำพักน้ำแรงแม่เล้าและโสเภณีเดินมาถึงริมถนนพลับพลาไชย แวะวัดคณิกาผล สมชาย แซ่จิว บรรยายว่า เมื่อก่อนเยาวราชมีโรงน้ำชา และมีโสเภณีเยอะ คนสร้างวัดคือยายแฟง แม่เล้าที่มีเงินจากการเปิดซ่อง มีเรื่องเล่าว่า ยายแฟงไปถามสมเด็จพระพุฒาจารย์โตว่า สร้างวัดนี้แล้วจะได้บุญเท่าไหร่ สมเด็จโตตอบว่า สักสลึงเฟื้อง คือได้บุญน้อย เพราะทำอาชีพนี้ วัดเคยชื่อวัดใหม่ยายแฟง ส่วนลูกสาวยายแฟงก็เป็นแม่เล้าชื่อ คุณแม่กลีบ ก็สร้างอีกวัดคือ กันมาตุยาราม ถนนมังกร ผู้หญิงไทยหรืออุบาสิกาไทย เป็นผู้ค้ำชูพุทธศาสนามาก แต่ว่าพุทธศาสนาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผู้หญิง เช่น บางวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน ผู้หญิงขึ้นโบสถ์ไม่ได้ .-ไต้ฮงกง ต้นกำเนิดป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิที่เกิดจากศรัทธาในพระภิกษุ ยุคราชวงศ์ซ่งเดินเลียบถนนพลับพลาไชยถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตรงข้ามสน.พลับพลาไชย ที่ดินผืนนี้ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลเจ้าไต้ฮงกง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) กับที่ตั้งโรงพัก เดิมที่ดินทั้ง 2 ฝั่งถนน เป็นของเจ้าของคนเดียวกันคือ ยี่กอฮง ในการฟังบรรยายได้รับฟังประวัติไต้ฮงกง พระภิกษุในยุคราชวงศ์ซ่ง มีรูปปั้นเป็นพระประธานในศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และฟังประวัติยี่กอฮง เจ้าของที่ดินเดิมก่อนเป็นทั้งศาลเจ้าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเป็นโรงพักพลับพลาไชยซึ่งมีศาลเจ้ายี่กอฮงอยู่บนนดาดฟ้า สมชาย แซ่จิว บรรยายว่า เมื่อก่อนมีคำของคนจีนอพยพบอกว่า แซอู่ยี่กอฮง ซี่อู่ไต่ฮงกง คือ ตอนเกิดมียี่กอฮงช่วยเหลือคนจีนอพยพ คอยช่วยเหลือตอนมีชีวิต และเมื่อเวลาตายเป็นศพไร้ญาติอนาถา ก็จะมีไต่ฮงกง คือมีคนช่วยสงเคราะห์ต่างๆ ช่วยเก็บศพไปป่าช้าวัดดอน ปัจจุบันมีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสงเคราะห์เรื่องนี้ ไต่ฮงกง เป็นพระในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นพระที่ชาวจีนแต้จิ๋วให้ความเคารพมาก ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าของพุทธ (ศาลเจ้าที่เข้าชมก่อนหน้านี้เป็นศาลเจ้าลัทธิเต๋า) ตำนานไต้ฮงกง คือ พระที่เคยเป็นนายอำเภอแล้วลาออก แล้วไปเมืองหนึ่งในแต้จิ๋ว เป็นพระไปช่วยเก็บศพคนที่ป่วยตาย สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเพราะคนข้ามฝั่งมักจะจมน้ำตายเยอะ คล้ายครูบาศรีวิไชยที่เชียงใหม่ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เล่าว่า พระองค์ประธานในศาลคือไต้ฮงกง เป็นพระสงฆ์มหายาน เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ฮวงซุ้ยอยู่ซัวเถา แต้จิ๋ว ไต้ฮงกงเป็นคนร่วมยุคเปาบุ้นจิ้น เจ้าแม่ทับทิม ยุคราชวงศ์ซ่ง เจ้าหน้าที่ป่อเต็กตึ๊ง บรรยายว่า ที่ดินศาลเจ้านี้กับที่ดินสน.พลับพลาไชยเป็นที่ดินเจ้าของเดียวกันคือ ยี่กอฮง.-ศาลเจ้ายี่กอฮง จากอั้งยี่ สู่ เจ้าสัว จนกลายเป็นเทพเจ้าหวยองค์แรกแห่งสยามหลังฟังบรรยายที่ศาลเจ้าไต่ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแล้ว ได้เดินข้ามถนน และขึ้นดาดฟ้าสน.พลับพลาไชย 1 ที่ตั้งศาลเจ้ายี่กอฮง สมชาย แซ่จิว เล่าว่า สาเหตุที่คนมาขอหวยจากยี่กอฮง เพราะเมื่อก่อนเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีสัมปทาน ที่ดินที่ตั้งโรงพัก เมื่อก่อนเป็นคฤหาสน์ เป็นบ้านยี่กอฮง พอล้มละลาย รัชกาลที่ 6 ยกหนี้ให้ และให้อยู่ที่นี่ต่อ เป็นต้นตระกูลเตชะวณิชย์ ยี่กอ แปลว่า พี่รอง เป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นอั้งยี่ ผู้มีอิทธิพลในสมาคมลับ ประวัติในไทยบอกว่าเป็นพ่อค้า แต่เบื้องหลังท่านมีส่วนในสมาคมลับด้วย ประวัติในจีน บอกว่า พ่อแม่ยี่กอฮง อพยพมาไทย มาคลอดยี่กอฮงที่ไทย แต่กลับจีนทั้งครอบครัว แล้วพ่อกลับมาไทยอีกแล้วตายในไทย ส่วนแม่แต่งงานใหม่ในจีน ยี่กอฮงกับพ่อเลี้ยงเข้ากันไม่ได้ พออายุ 13 ปี ยี่กอฮงนั่งเรือสำเภากลับไทย เมื่ออายุ 16 ปีเข้าสมาคมลับอั้งยี่ มีตั่วกอคือหลิ่มมั่งเป็นพี่ใหญ่ เคยเป็นทหารกบฎไท่ผิง พอแพ้ก็มาตั้งสมาคมลับที่นี่พอพี่ใหญ่ตาย ยี่กอฮงต้องขึ้น แต่เนื่องจากรักพี่ใหญ่มาก เมื่อรับตำแหน่ง ก็ยังให้คนอื่นเรียกว่ายี่กอซึ่งแปลว่าพี่รองต่อไป เป็นคนมีอิทธิพลสูงมาก ดร.ซุน ยัดเซน เคยเดินทางมาไทยมาหายี่กอฮง เพื่อขอเงินไปทำการปฏิวัติ ซึ่งยี่กอฮงก็บริจาคให้ ซุน ยัดเซนจึงตั้งชื่อให้ว่า ตี้ย่ง ซึ่งแปลว่ากล้าหาญ สถานที่ที่เราเดินมาทั้งวันอย่างศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากงที่คนจีนมาไหว้หลังเดินทางด้วยเรือสำเภา โรงเรียนเผยอิง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สถานที่เหล่านี้ ยี่กอฮงเป็นตัวตั้งตัวตีในการบูรณะ เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 มีการขึ้นภาษีคนจีน คนจีนลุกฮือ เจ้าพระยายมราชถวายรายงานรัชกาลที่ 6 ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังคือ ยี่กอฮง วิธีจะทำให้ม็อบสงบต้องตัดเส้นเลือดยี่กอฮง คือ ยุบอากรบ่อนเบี้ยดึงเงินเข้ารัฐบาลให้หมด ทำให้ยี่กอฮงรายได้หายไปลองนึกภาพคนจีนอพยพมาสมัยก่อนก็มีสมาคมลับช่วยเหลือ ให้เงินกู้จนตั้งตัวได้ คนจีนอพยพมาส่วนใหญ่ยากจน แต่สมาคมลับก็มีหลายที่ แต่ละที่ก็ไม่ถูกกัน เช่น อั้งยี่ฮกเกี้ยน อั้งยี่แต้จิ๋ว ยกพวกตีกันก็มีตลอด ส่วนยี่กอฮง จากเจ้าเจ้าพ่อ เจ้าสัว กลายเป็นเทพเจ้าใบ้หวยในปัจจุบัน มีศาลเจ้าอยู่บนดาดฟ้าโรงพักพลับพลาไชยเล่าเรื่องและภาพโดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

Related Posts

Leave a Reply