Thammasat Walking-Tour

Walking Tour ธรรมศาสตร์ ฟังตำนานมหาวิทยาลัยกับการเมือง    

วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (PBIC Thammasat) จัด Thammasat Walking Tour สำหรับนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565

วิทยากร ประกอบด้วย

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ศาสตราจารย์รับเชิญ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย

อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ก่อตั้งตามหลักด้านการศึกษาซึ่งเป็น 1 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ผู้ประศาสน์การ คือ ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้นำขบวนการเสรีไทย อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 และรัฐบุรุษอาวุโส

สำหรับวันที่ 11 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นวันคล้ายเกิดของปรีดี ก่อนหน้านี้เคยเป็น ‘วันแรกพบ’ ที่นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์จะได้รับการนัดหมายให้เข้ามาทำกิจกรรมในฐานะ ‘เพื่อนใหม่’ แต่เนื่องจากปัจจุบันการเปิดเทอมเปลี่ยนช่วงเวลาไป จึงไม่มีกิจกรรม ‘วันแรกพบ’ อย่างในอดีต  

ธำรงศักดิ์ กล่าวถึงที่มาของ Walking Tour ว่า อาจารย์ชาญวิทย์เป็นคนเริ่มต้นเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว เป็นวิธีการเรียนรู้มหาวิทยาลัย

ขณะที่ชาญวิทย์ เล่าว่า ก่อนหน้านั้นได้ไป Walking Tour ที่ญี่ปุ่น จึงมีแนวคิดกลับมาทำ Walking Tour ที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็ติดตลาด มีตำนานปรากฏขึ้น

ที่ตั้งธรรมศาสตร์ ทางสามแพร่งจากการขุดแม่น้ำใหม่สร้างทางลัดเรือสำเภาสู่อยุธยา

 ธำรงศักดิ์ บรรยายถึงที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาว่า นี่คือ 2 ฟากฝั่งที่เรากำลังอยู่ตรงศูนย์อำนาจของกรุงเทพฯ และธนบุรี

ถ้ามองไปฝั่งตรงกันข้ามจะเห็นมหาอาณาจักรอีกชุดหนึ่งที่สร้างตึกสูงได้ (โรงพยาบาลศิริราช) แต่พอข้ามมาฝั่งธรรมศาสตร์ ห้ามสร้างตึกสูง มหาวิทยาลัยจึงมีแต่ตึกเตี้ยๆ และพยายามสร้างลงใต้ดิน เช่น หอสมุด

ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยมีคลองบางกอกน้อย ไหลอ้อมไปทางด้านใต้ตรงพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งเป็นคลองที่เรียกว่าคลองบางกอกใหญ่

ย้อนไปเมื่อ 400 ปีที่แล้ว แผ่นดินฝั่งธรรมศาสตร์กับฝั่งศิริราช เป็นแผ่นดินเดียวกัน แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาจากอยุธยา (ทิศเหนือ มองไปทางสะพานพระปิ่นเกล้า) ไหลเลี้ยวเข้าคลองบางกอกน้อย แล้วไปออกคลองบางกอกใหญ่ (ทิศใต้) ขณะนั้นยังไม่มีแม่น้ำระหว่างฝั่งธรรมศาสตร์กับฝั่งศิริราช จึงเดินไปมาได้ 

ต่อมาสมัยอยุธยา เมืองซึ่งอยู่เหนือขึ้นไป 70 กิโลเมตร ต้องการให้เรือสำเภาสามารถย่นระยะทางที่จะเข้าอยุธยา จากเดิมเรือต้องอ้อมเข้าคลองบางกอกใหญ่ ออกคลองบางกอกน้อย จึงขุด ‘คลองลัด’ ระหว่างฝั่งธรรมศาสตร์กับศิริราชในปัจจุบัน จึงกลายมาเป็นแม่น้ำ ส่วนแม่น้ำเดิมคือบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ กลายเป็นคลอง

ยุคต่อมา อยุธยาแตก เมื่อ 200 ปีที่แล้ว พระเจ้าตากสินตั้งกรุงธนบุรี โดยกรุงธนบุรีของพระเจ้าตากสินมี 2 ฝั่ง ฝั่งโน้นคือฝั่งหลัก วังพระเจ้าตากอยู่ตรงพระปรางค์วัดอรุณ กองทัพเรือ เป็นวังหลวง ส่วนศิริราชเป็นวังหลัง

ขณะที่ฝั่งธรรมศาสตร์ ใต้สะพานพระปิ่นเกล้ามีคลองที่ถนนคลุมอยู่คลองอ้อมไปกระทรวงยุติธรรม ที่เราเรียกว่าคลองหลอด นี่คือ กรุงธนบุรีฝั่งตะวันออกของพระเจ้าตาก เมืองของพระเจ้าตาก ธนบุรีจึงมี 2 ด้าน ซึ่งธรรมศาสตร์ถือว่าตั้งอยู่ใจกลางกรุงธนบุรีเมืองสำคัญ

พอเปลี่ยนยุค จากยุคพระเจ้าตากสินเปลี่ยนมาเป็นยุคราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1 ลดทอนฝั่งโน้นลง (วังหลวงของพระเจ้าตาก) กลายเป็นชุมชนชาวบ้านไป

รัชกาลที่ 1 ย้ายวังหลวงมาอยู่ฝั่งนี้ (วัดพระแก้ว) มีการขุดคลองบางลำพู ตรงนั้นกลายเป็นเขตกรุงเทพฯ

จุดที่เราอยู่ตรงธรรมศาสตร์ คือ วังหน้า ตามการปกครองเดิมสมัยอยุธยา มีวังหลวง วังหน้า วังหลัง เมื่อย้ายเมืองมาจุดนี้ จุดที่ตั้งธรรมศาสตร์ปัจจุบันคือ วังหน้า กระทั่งวังหน้าถูกทำลายไปเมื่อรัชกาลที่ 5 นำการปกครองจากตะวันตกมา คือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) ซึ่งเรามักจะถูกทำให้เข้าใจว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจากไทย แต่ไม่ใช่ เพราะเป็นระบอบของโลกตะวันตก นำมาจากยุโรป จึงมีตำแหน่งมกุฎราชกุมาร (crown prince)

ฉะนั้น เวลาใครบอกว่า ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับคนไทยเพราะเป็นของโลกตะวันตก ที่จริงสิ่งที่เป็นของโลกตะวันตกอีกอย่างหนึ่งคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 5 ต้องการรวมศูนย์อำนาจเข้าที่ Royal Palace ดังนั้น การปกครองแบบที่กษัตริย์มีอำนาจ จึงไม่สามารถปกครองแบบประชาธิปไตยได้ เป็นคนละทฤษฎีทางการเมือง เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจเป็นของพระมหากษัตริย์ ส่วนประชาธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชน

ชาญวิทย์ บรรยายว่า เมื่อแม่น้ำไหลลงที่ราบ จะไหลตรงไม่ได้ จึงโค้งไปมา ฉะนั้น เดิมเมื่อแม่น้ำลงมาจากทางเหนือผ่านสะพานปิ่นเกล้าจึงโค้งไปเข้าบางกอกน้อย ตรงนี้เคยเป็นแผ่นดินเดียวกันถ้าย้อนไป 600 ปีที่แล้ว กระทั่งขุดคลองตามที่อาจารย์ธำรงศักดิ์บรรยาย 

ส่วนฉากของนิยายคู่กรรม ก็อยู่ตรงสถานีรถไฟบางกอกน้อย บ้านของอังศุมาลินอยู่ริมคลองนี้  

ศาลสิงห์โตทองกับทางสามแพร่ง โบราณวัตถุเก่าแก่กว่ายุคราชวงศ์สุดท้ายของจีน

ชาญวิทย์ บรรยายว่า สิงห์โตตัวนี้ บางคนก็เรียกเจ้าพ่อสิงห์โต บางคนเรียกเจ้าแม่สิงห์โต ว่ากันว่าเดิมมี 2 ตัว ตรงนี้เป็นทางสามแพร่ง ตามความเชื่อต้องนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งกันอำนาจลึกลับพุ่งเข้ามา

ฉะนั้น สิงห์โตมักจะอยู่ตรงประตู ซึ่งตรงนี้เดิมก็เป็นประตูเข้าวังเช่นกัน จึงมี 2 ตัว แต่เกิดเหตุที่ตัวหนึ่งตกน้ำไป เหลือตัวเดียว

จุดนี้ คนที่เรียนรัฐศาสตร์ หรือ สิงห์แดง ต้องมาไหว้เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่สิงห์โต ตอนอยู่ปี 1 ก็ถูกรุ่นพี่หลอกมาไหว้เช่นกัน ให้เชื่อเรื่องมูฯ (มูเตลู) 

ชาญวิทย์ เล่าถึงนิยาย ‘คู่กรรม’ ว่า เป็นความรักระหว่างโกโบริ กับ อังศุมาลิน ฉากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จุดที่โกโบริมาคือสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามธรรมศาสตร์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงนี้เป็นสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นขนทหารญี่ปุ่นจากกรุงเทพฯ ไปตามเส้นทางสายมรณะ ไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปด่านเจดีย์สามองค์ ไปเมืองพม่า เพื่อไปตีพม่า และไปตีอินเดีย ญี่ปุ่นต้องการพิชิตพม่าและอินเดีย ต้องการยึดเมืองนิวเดลี(อินเดีย)ของอังกฤษให้ได้ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐาน บริเวณนี้จึงเป็นบริเวณสำคัญมาก

ฝ่ายสัมพันธมิตร คือ อังกฤษ ส่งเครื่องบินจากอินเดียและศรีลังกามาบอมบ์บางกอกน้อย ในฉากสุดท้ายของนิยาย โกโบริตายตรงนี้

สมัยสงครามเคยมีระเบิดลูกหนึ่งข้ามมาตกตรงตึกโดมแต่ไม่ระเบิด นอกจากนั้น ว่ากันว่าสิงห์โตตัวที่ตกน้ำจะคอยบอกตัวนี้ให้หลบระเบิด เป็นเรื่องเล่าไว้หลอกนักศึกษาใหม่ 

สิงห์โตตัวนี้หน้าแปลก ไม่เหมือนสิงห์โตยุคราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน ที่เราจะเห็นตามวัดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ลองดูหน้าตาสิงห์โต

ขณะที่ตัวนี้ สิงห์โตยุคราชวงศ์หมิง ย้อนกลับไป 400 – 500 ปี ตัวนี้อาจจะเป็นสิงห์โตที่เก่าที่สุดในประเทศไทยก็ได้ เพราะเราจะไม่ค่อยเห็น

อนุสาวรีย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตั้งบนพื้นใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ กับแนวคิดสร้างอนุสาวรีย์ที่เปลี่ยนไปในรอบ 30 – 40 ปี

เมื่อเดินมาตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา แวะใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ จะเห็นอนุสาวรีย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งตั้งขึ้นในวาระครบ 100 ปีชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยต่อสู้ญี่ปุ่น

ชาญวิทย์ เล่าว่า เมื่อก่อนธนบัตรไทย มีลายเซ็นอาจารย์ป๋วย เพราะท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ 12 ปี และเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 ปี 2518 – 2519 

“ผมเป็นหนึ่งในสี่รองอธิการบดีของอาจารย์ป๋วย แล้วอยู่กับอาจารย์ป๋วยกระทั่ง 6 ตุลา 2519 มีเหตุการณ์ที่เป็นอาชญากรรมรัฐ รัฐใช้อาวุธปราบปรามนิสิตนักศึกษาประชาชนในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

อาจารย์ป๋วยถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับที่นักศึกษาถูกกล่าวหา อาจารย์ป๋วยต้องลี้ภัยการเมืองไปประเทศอังกฤษและจบชีวิตที่ประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถูกกล่าวหาเรื่องคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 อาจารย์ปรีดีลี้ภัยในเมืองจีน 21 ปี กระทั่ง ปี 1970 ท่านย้ายไปอยู่ปารีส ผมเคยไปหาอาจารย์ปรีดี ไปสัมภาษณ์ท่าน ตอนผมจะจบปริญญาเอก

รูปปั้นอาจารย์ป๋วย มีข้อความ ‘ประชาธิปไตย เสรีภาพประชาชน ความสันติสุขและผาสุขขอประชาชนเป็นสิ่งที่ผมปรารถนา รักและคิดถึง ป๋วย’

อาจารย์เขียนข้อความสั้นๆ นี้ตอนที่ป่วยแล้ว เป็นข้อความที่เขียนให้ ธงชัย วินิจจะกูล นักศึกษายุค 6 ตุลา 2519 ปัจจุบันอยู่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ซึ่ง PBIC Thammasat ได้ลงนาม” ชาญวิทย์กล่าว

ธำรงศักดิ์ บรรยายว่า รูปปั้นอาจารย์ป๋วยที่ตั้งอยู่นี้ ตั้งโดยมีความพยายามให้เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ต้องการให้ไปเคารพนบนอบเสมือนสิ่งที่สูงส่ง theme นี้กำลังมาเช่นเดียวกับในสวีเดนประเทศคนธรรมดาสามัญ

การสร้างอนุสาวรีย์อาจารย์ป๋วย จะแตกต่างจากอนุสาวรีย์อาจารย์ปรีดีที่นั่งอยู่บนแท่นสูง นี่คือความเปลี่ยนแปลงทางความคิดในรอบ 30 – 40 ปี 

รูปปั้นอาจารย์ป๋วยตั้งที่นี่บนพื้น และต่อมาล่าสุดมีรูปปั้นอาจารย์ป๋วยกับอาจารย์ปรีดีนั่งคู่กันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเราสามารถไปนั่งตรงกลางได้

อาจารย์ป๋วย เป็นลูกจีนยากจนแถวเยาวราช ได้รับการศึกษาซึ่งเป็นการไต่เต้าทางสังคม ได้เรียนโรงเรียนบาทหลวง คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ จึงได้ภาษาอังกฤษ และ ฝรั่งเศส

เมื่อเปิดธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยเป็นนักศึกษารุ่นแรกของธรรมศาสตร์ ได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลส่งไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่อังกฤษ  แล้วช่วงเรียนอังกฤษเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจารย์ป๋วยเป็นเสรีไทยในกองทัพอังกฤษ และได้อาสาโดดร่มลงประเทศไทย เพื่อเชื่อมการติดต่อในประเทศกับนอกประเทศ เพราะขณะนั้นประเทศไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น โดยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้าข้างญี่ปุ่นอย่างเต็มที่

ตอนโดดร่ม เพื่อนของอาจารย์ป๋วย ถูกยิงเสียชีวิตไป 2 คน อาจารย์ป๋วยรอด อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ส่งรหัสลับจากตึกโดมไปศรีลังกาเพื่อติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตร พอสงครามจบลง อาจารย์ป๋วยเรียนต่อ แล้วมาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กลายเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ต่อมาจึงมาเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ คือตึกนี้   

หอสมุดปรีดี พนมยงค์ หอสมุดใต้ดิน มีหนังสือและแนวกำแพงวังหน้า

ชาญวิทย์ บรรยายว่า ห้องสมุดนี้เป็นห้องสมุดใต้ดิน สร้างเมื่อธรรมศาสตร์ครบรอบ 60 ปี ส่วนปีนี้จะครบรอบ 88 ปี ห้องสมุดสร้างมา 28 ปีแล้ว ที่นี่มีหนังสือให้นักศึกษามาใช้

พื้นห้องสมุด ส่วนหนึ่งจะมีอิฐที่สร้างตามแนวกำแพงวังหน้า ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

“ในนี้มีหนังสือที่ผมใช้ส่วนตัวตอนเรียนปริญญาตรี โท เอก ได้มอบให้ห้องสมุด นักศึกษามาหาดูได้ ส่วนทางเข้าห้องสมุดมีรูปอาจารย์ปรีดี พร้อมด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เกี่ยวกับธรรมศาสตร์ มีพานรัฐธรรมนูญ ธงชาติไทย พระแก้วมรกต มีคำว่าเสรีไทย ตึกโดม” ชาญวิทย์บรรยาย

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่า เดิมห้องสมุดมีหนังสือประมาณ 7,000 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นนิยาย เช่น ล่องไพรล่องแพ ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงยุคอาจารย์ป๋วย มีหนังสือเพิ่มขึ้นในระยะ 10 ปี เป็นแสนเล่ม โดยบรรณารักษ์ของธรรมศาสตร์มีจุดเด่นคือ เมื่อทหารเกลียดคอมมิวนิสต์ บรรณารักษ์ก็ซื้อหนังสือ communism มา เมื่อทหารเกลียดจีนแดง บรรณารักษ์ก็ซื้อ red china มา เป็นการเปิดโลกให้สังคม ให้นักศึกษาไทยอย่างมาก รุ่นที่ได้ประโยชน์คือ นักศึกษาปี 2510 เป็นต้นมา

ลานปรีดี พนมยงค์ หน้าตึกโดม อ่านข้อความบนฐานอนุสาวรีย์ ‘ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ’ ไม่ใช้คำ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’

ลานปรีดี ก่อสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ ภายหลังถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ที่ประเทศฝรั่งเศส 

ชาญวิทย์ ชวนอ่านข้อความบนฐานอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ‘มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง’

มีข้อความตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้ร่วมกับคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้ ชาญวิทย์ บรรยายว่า นี่เป็นการแปลคำว่า constitutional monarchy ว่า เป็น ‘ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ’ ไม่ได้แปลเป็นคำว่า ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ เป็นคำแปลที่มีความคิดต่าง 

เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย มีได้ทั้งที่เป็น สาธารณรัฐที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี กับ ประชาธิปไตยที่เป็น constitutional monarchy ซึ่งในแง่นี้ ทางฝ่าย ‘ปรีดี พนมยงค์’ แปลเป็นคำว่า ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หมายความว่า พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

ประเทศที่ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ อังกฤษ แม้ไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีรัฐธรรมนูญเป็นประเพณีของการปกครองตั้งแต่สมัยที่มีมหากฎบัตรแมคนาคาร์ตา เมื่อประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว เป็นหลักของ constitutional monarchy คือ บุคคลต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เป็นระบอบการปกครองของประเทศไม่น้อยในยุโรปตะวันตกซึ่งสามารถรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ได้ ให้ควบคู่กับประชาธิปไตย

ส่วนประเทศที่รักษาไม่ได้ เช่น ประเทศรัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส เพราะว่าระบอบกษัตริย์ไปขัดกับระบอบประชาธิปไตย จึงกลายไปเป็นสาธารณรัฐ

สำหรับประเทศที่รักษาไว้ได้ก็ต้องเป็นลักษณะ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย

ตึกโดม ตึกเก่าจากยุคเคยเป็นที่ดินของทหาร ก่อนก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาตร์และการเมือง  

ตึกโดมเป็นตึกที่ปรับปรุงจากตึกเก่าซึ่งเคยเป็นของทหาร ภายหลังจากรัชกาลที่ 5 พระราชทานพื้นที่ส่วนนี้ซึ่งเคยเป็นวังหน้าให้กับกระทรวงกลาโหม

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปรีดีได้ซื้อที่ดินด้วยเงินที่เก็บมาจากนักศึกษารุ่นแรก 7,094 คนซึ่งเสียค่าบํารุงในปีแรก เงินดังกล่าวซื้อที่ดินและสร้างตึกโดม ก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ส่วนกลางของตึกได้สร้างอาคาร 3 ชั้นขึ้นเพิ่มเติมโดยมี ‘โดม’ เป็นสัญลักษณ์ตรงกลาง ออกแบบโดยนายหมิว อภัยวงศ์

ชาญวิทย์ บรรยายว่า ยอดตึกโดมเป็นยอดตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ยุคปี 2479 ยุคนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์สามารถจะคุยทับนิสิตจุฬาฯ ได้ว่า เรามียอดโดมสูงมาก ด้านหน้าตึกโดมมีนาฬิกาที่ Rolex บริจาคให้ธรรมศาสตร์ นาฬิกาที่อยู่บนยอดอะไรก็ตามมีความหมายว่า modernity ความทันสมัยต้องมีนาฬิกา นักศึกษาสมัยนั้นต้องดูนาฬิกาเรือนนี้

แท่นพิมพ์คำประกาศคณะราษฎร ในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังอ่านไม่ออก พิมพ์ไปแจกและต้องอ่านให้ฟัง

ธำรงศักดิ์ บรรยายถึงแท่นพิมพ์ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้บนตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า เป็นแท่นพิมพ์ที่พิมพ์ใบปลิวคำประกาศคณะราษฎร ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2475

แท่นพิมพ์นี้เป็นแท่นพิมพ์ในโรงพิมพ์นิติสาส์นของปรีดี พนมยงค์ เมื่อปรีดี เรียนจบปริญญาเอกด้านกฎหมายจากฝรั่งเศส กลับมาประเทศไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 5 ปี ปรีดีได้สร้างโรงพิมพ์นิติสาส์นของตัวเองขึ้นมา ตั้งอยู่ที่ศาลาแดง เพื่อพิมพ์กฎหมายใหม่ๆ ให้คนเรียนกฎหมายได้อ่าน เพราะในยุคนั้นชาติจะเจริญได้ปัญหานิติศาสตร์เป็นปัญหาสำคัญยิ่ง

เหตุที่ด้านนิติศาสตร์สำคัญ เพราะตั้งแต่ทำสนธิสัญญาเบาว์ริง เราเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ทางการศาล คน 15 ประเทศในสนธิสัญญานั้น ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลไทย เพราะศาลไทยยังใช้กฎหมายตราสามดวง ยังใช้กระบวนการที่ยังไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม ทางโลกตะวันตกบอกว่า เมื่อไหร่ที่ไทยมีกฎหมายสมัยใหม่ มีระเบียบวิธีการพิจารณาแบบศาลสมัยใหม่ เมื่อนั้นจึงจะสามารถแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคได้ ตรงนี้เองทำให้ปรีดี พนมยงค์ ได้ทุนไปเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศสแล้วกลับมา

สิ่งที่ปรีดีกับเพื่อนได้ตกลงกันตั้งแต่ปรีดีอายุ 26 ปี ก่อนที่จะเดินทางกลับ หลังเรียนจบปริญญาเอก ปรีดีกับเพื่อน 7 คนได้ก่อตั้งคณะราษฎรขึ้น เป็นคณะที่เรียกว่า The People’s Party

คำว่าประชาชนขณะนั้นยังไม่ถูกใช้ เพราะเป็นการปกครองโดยคณะเจ้านาย เจ้านายซึ่งปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น people จึงถูกแปลเป็น ราษฎร ส่วน party ถูกแปลว่าคณะ เพราะยังไม่มีศัพท์การเมืองที่เรียกว่าพรรคการเมือง คำว่าคณะหมายถึงการรวมตัวกันของกลุ่มคน

คณะราษฎร 7 คน อายุน้อยสุดคือ ปรีดีกับนายแนบ พหลโยธิน อายุ 26 ปี ส่วนอายุมากที่สุด คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม, ประยูร ภมรมนตรี อายุ 29 ปี

ประชุมกัน 5 วัน เปลี่ยนประเทศเพื่อสร้างประชาธิปไตยซึ่งภารกิจของปรีดีคือการทำกฎหมายใหม่ๆ ให้กับประเทศ ปรีดีมาเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายกระทรวงยุติธรรม สอนโรงเรียนกฎหมายและสร้างโรงพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อผลิตตำรากฎหมายใหม่ๆ ตอนนั้นปัญหาที่สำคัญ ก็คือ ประเทศไทยไม่รู้ว่ามีการปกครองระบอบทางการเมืองในโลกนี้กี่ระบอบ ปรีดีเขียนกฎหมายมหาชนซึ่งบอกว่าการปกครองในต่างประเทศต่างๆ มีกี่แบบ แต่ละแบบมีกระบวนการทางการเมืองอย่างไร มันคือการเตรียมความรู้

แท่นพิมพ์นี้ ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน เมื่อคณะราษฎรยึดพระที่นั่งอนันตสมาคมและพระบรมรูปทรงม้าเป็นกองบัญชาการปฏิวัติของคณะราษฎรได้แล้ว ฝ่ายทหารคณะราษฎรก็มาที่แท่นพิมพ์นี้ที่อยู่แถวศาลาแดง เป็นโรงพิมพ์ของปรีดี คำประกาศคณะปฏิวัติมีการเรียงพิมพ์ไว้แล้ว เป็นใบปลิวที่ออกมาขนาดยาว มีการแจกและการอ่านเพราะคนไทยยังไม่รู้หนังสือจึงต้องอ่านให้ฟัง ประกาศ 2 หน้านี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างประชาธิปไตยโดยที่แท่นพิมพ์นี้คือแท่นพิมพ์เพื่อประชาธิปไตย

ธำรงศักดิ์ กล่าวถึง ตราธรรมจักรว่า ดั้งเดิมเป็นตราที่อยู่ในธงสีเหลืองแดง สีประจำมหาวิทยาลัย แต่พอมีความสัมพันธ์กับจุฬาฯ ในการแข่งฟุตบอลประเพณี ทางจุฬาฯ มีการอัญเชิญพระเกี้ยวเข้าสนามฟุตบอล ส่วนธรรมศาสตร์มีธงแต่ไม่ได้อัญเชิญอะไร ฝ่ายธรรมศาสตร์จึงสร้างตราธรรมจักร ใช้พิธีพราหมณ์แบบใหญ่มาก สร้างประมาณ 2510 เป็นตรานี้ขึ้นมา แล้วอัญเชิญเข้าสู่สนามฟุตบอลในการแข่งฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์

สำหรับตราธรรมศาสตร์ที่ถูกตัดคำว่า ‘วิชา’ และ ‘การเมือง’ ออกไป เป็นผลจากคณะรัฐประหารปี 2494 ต้องการให้นักศึกษาธรรมศาสตร์จากท่าพระจันทร์ย้ายไปบางกะปิซึ่งไกลออกไป แต่ธรรมศาสตร์ไม่ยอม และยึดธรรมศาสตร์คืนมา จึงมีข้อต่อรองให้ตัดคำว่า ‘วิชา’ และ ‘การเมือง’ ออก แต่ฝ่ายทหารไม่ได้เอาตรารัฐธรรมนูญออก และนักศึกษาธรรมศาสตร์ยังคงเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญจนถึงปัจจุบัน     

ลานโพธิ์ ต้นโพธิ์เก่าแก่ในที่ดินเดิมของวังหน้า 

อัครพงษ์ บรรยายถึงลานโพธิ์เชื่อมโยงกับวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เดิมชื่อวัดสลัก ตามหลักฐานสมัยอยุธยา ต่อมารัชกาลที่ 5 พระราชทานชื่อวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ลานโพธิ์ มีต้นโพธิ์อยู่หน้าคณะศิลปศาสตร์ โดยด้านในคณะศิลปศาสตร์จะมีประติมากรรมชื่อ ‘จิ๊งหน่อง’ หรือ Student ออกแบบโดย ‘เขียน ยิ้มศิริ’ ลูกศิษย์ของ ‘ศิลป์ พีระศรี’ สร้างจิ๊งหน่องโดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานประติมากรรมนักคิด Le Penseur หรือ The Thinking ของโรแดง ศิลปินชาวฝรั่งเศส ผสมผสานกับศิลปะแบบสุโขทัย จนออกมาเป็น ‘จิ๊งหน่อง’

ชาญวิทย์ บรรยายว่า ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นักศึกษาเริ่มต้นชุมนุมประท้วงรัฐบาลทหารสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร (ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นักศึกษาทำกิจกรรมบริเวณนี้ด้วย)

สำหรับพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่จะเป็นของวังหน้า ตรงนี้เคยเป็นป่าช้าของวัดสลัก เมื่อวังหน้าองค์แรกชื่อบุญมา บ้านอยู่บริเวณป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ ขึ้นมาเป็นเจ้าก็ย้ายมาอยู่ตรงนี้ แล้วก็ล้างป่าช้าไป

ส่วนรัชกาลที่ 1 ย้ายจากฝั่งธนทางโน้นมาฝั่งนี้ แล้วย้ายคนจีนออกไป อยู่สำเพ็ง คนจีนกลุ่มนี้จะมีต้นตระกูลจาติกวณิช, ไกรฤกษ์ ที่เคยอยู่แถวนี้แล้วถูกย้ายออก ตอนหลังไปเป็นขุนนางได้นามสกุลพระราชทาน  

เมื่อยุบวังหน้า บริเวณที่เคยเป็นวังหน้ากลายเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ขณะนั้นยังไม่ใช้คำว่า แห่งชาติ

ส่วนธรรมศาสตร์ ก่อนจะเป็นธรรมศาสตร์ เคยเป็นด้านในของวังหน้า เป็นส่วนที่ผู้หญิงในวังหน้าอยู่ ต่อมารัชกาลที่ 5 ยกตรงนี้ให้ทหาร คือให้กระทรวงกลาโหม แล้วพออาจารย์ปรีดีจะตั้งธรรมศาสตร์ ก็ไปเจรจาซื้อที่ดินมาจากกองทัพบก สรุป เคยเป็นของวังมาก่อน แล้วก็เป็นของทหาร และปัจจุบันเป็นธรรมศาสตร์ 

ส่วนประติมากรรมข้างๆ ตึกโดมฝั่งสนามฟุตบอล ชื่อ ‘วันธรรมศาสตร์สามัคคี 5 พฤศจิกายน’ มีโทรโข่งเหมือนในโฆษณาสวัสดีประเทศไทยยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาธรรมศาสตร์เข้ามายึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหาร วันที่ 5 พฤศจิกายน 2494 ก่อนจอมพล ป.พิบูลสงครามจะมาเป็นอธิการบดีในปี 2495 เพราะตอนนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม เล่นเกมประนีประนอมกับนักศึกษา จึงมีการตกลงให้เอาจอมพล ป.พิบูลสงครามมาเป็นอธิการ

ชาญวิทย์ กล่าวด้วยว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังมีวิญญาณของคณะราษฎรอยู่ จึงสร้างหอประชุมใหญ่ เมื่อปี 2497 ครบรอบ 20 ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเสา 6 ต้นอยู่ข้างหน้า (สัญลักษณ์หลัก 6 ประการคณะราษฎร) มีตำนานเหล่านี้ค่อยๆ ปรากฏออกมาในภายหลัง   

ธำรงศักดิ์ บรรยายว่า ธรรมศาสตร์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเพราะตอนเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดีก็ซื้อที่ดินตรงนี้จากเงินนักศึกษาที่มาสมัครเข้า 7,094 คนในปีแรก ปรีดีสร้างธรรมศาสตร์ โดยบอกว่า เป็นบ่อน้ำบำบัดความกระหาย เมื่อเป็นบ่อน้ำจึงอยู่ใจกลางพระนคร เป็นย่านเขตธุรกิจและการทำงาน ทำให้เด็กธรรมศาสตร์ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสังคมข้างนอก เกี่ยวข้องกับสังคมการเมืองไทยมาตลอด

ในยุคที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม มาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เปิดช่องให้เด็กธรรมศาสตร์มีเสรีภาพ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ พอยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ส่งจอมพลถนอม กิตติขจร มาเป็นอธิการบดี (เป็นยุคไม่มีเสรีภาพ) ต่อมามีความเปลี่ยนแปลงประมาณปี 2512 – 2514 ทหารเริ่มปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นอธิการบดี โดยธรรมศาสตร์ได้พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรมาเป็นอธิการบดี ซึ่งพระองค์อยู่ใน Network Monarchy

เสา 6 ต้น สัญลักษณ์หลัก 6 ประการและลานประติมากรรม หน้าหอประชุมใหญ่

ธำรงศักดิ์ บรรยายว่า หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ สร้างในวาระธรรมศาสตร์ครบรอบ 20 ปี (2497) ยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นอธิการบดี ดังนั้น เสาหน้าหอประชุม ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตใน 20 ปีที่ผ่านมาว่า เสา 6 เสา คือสัญลักษณ์หลัก 6 ประการ ของคณะราษฎร

1 หลักเอกราชของชาติ (จากกึ่งอาณานิคม) 

2 ความปลอดภัย

3 เศรษฐกิจ

4 สิทธิเสมอภาค

5 เสรีภาพ

6 การศึกษา

ตอนสร้างเป็นหอประชุมใหญ่ มีเป้าหมายให้เป็นหอประชุมที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเก้าอี้นั่งที่ดีที่สุด มีเวทีที่ดีที่สุด มีอะไรดีที่สุด ยกเว้นอย่างเดียว ไม่เปิดใช้ เพราะมันใหญ่

หอประชุมนี้มีการศึกษาจากอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ มหาวิทยาลัยศิลปากรว่า เสา 6 ต้น ด้านหน้า คือสัญลักษณ์หลัก 6 ประการ ซึ่งคณะราษฎร นำสัญลักษณ์หลัก 6 ประการไปซ่อนไว้ในศิลปะต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป้อมตรงกลางสูง 6 เมตร มีประตู 6 ด้าน ปีกสูง 24 เมตร คือ วันที่ 24 มิถุนายน ความสูง 3 เมตร หมายถึงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนที่ 3 นับจากเมษายนในการนับปีสมัยนั้นเริ่มเมษายน

ส่วนปี 2475 รัศมีจากกลางป้อมถึงรอบนอกรัศมี 24 เมตร และปักปืนใหญ่ใหญ่ 75 กระบอกอยู่รอบ ที่เห็นเป็นปุ่มๆ คือท้ายปืนใหญ่ เป็น 2475

หลักด้านการศึกษา นำมาสู่การสร้างมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แต่เมื่อคณะทหารยึดพื้นที่และเปลี่ยนชื่อธรรมศาสตร์ได้ ธรรมศาสตร์ก็ถูกควบคุมโดยกลไกของทหาร มีอธิการบดีเป็นทหาร จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตามด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ช่วงนี้ระยะเวลายาวนานเกือบ 20 ปี นักศึกษาธรรมศาสตร์ภายใต้การควบคุมทหารมีข้อจำกัดเรื่องเสรีภาพ แต่มีคนอย่างอาจารย์ป๋วย ชวนนักศึกษาธรรมศาสตร์ไปออกค่ายพัฒนาชนบททำให้เด็กธรรมศาสตร์เริ่มมองเห็นปัญหาสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น

ชาญวิทย์ เล่าว่า เข้ามาเรียนธรรมศาสตร์ปี 2503 มีจอมพลถนอม เป็นอธิการบดี ซึ่งอาจารย์ธำรงศักดิ์ เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่จุฬาฯ เรื่องรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร กำลังจะตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอให้อาจารย์ธำรงศักดิ์ประสบความสำเร็จ

ด้านหน้าหอประชุมใหญ่นี้ มีต้นยูงทองที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อปี 2506 เป็นปีที่อาจารย์ชาญวิทย์เรียนจบและได้อยู่ตรงนี้ตอนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูก ท่านเลือกหางนกยูงให้ธรรมศาสตร์ เพราะตรงกับสัญลักษณ์สีเหลืองแดง ส่วนจุฬาฯ ท่านเลือกจามจุรีให้ เพราะดอกมีสีชมพู

จุดนี้นี้มี 8 ประติมากรรม 1) การอภิวัฒน์ 2475 2) การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 3) ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย สงครามโลกครั้งที่สอง 4) ขบวนการนักศึกษา พ.ศ.2594 – 2500 5) ยุคสายลม แสงแดด และยุคแสวงหา 6)ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 7) ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ 8 ) ธรรมศาสตร์ กับเหตุการณ์พฤษภา 2535

อัครพงษ์ บรรยายถึงประติมากรรม 6 ตุลา 2519 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการปราบปรามนักศึกษาโดยผู้มีอำนาจไม่อยากเสียอำนาจ เมื่อมีความคิดใหม่ๆ มีการตั้งคำถาม มีการต่อต้านไม่เชื่อฟัง คล้ายทุกวันนี้ แต่สมัยก่อนสื่อสารมวลชนมีน้อยและมีเฟคนิวส์จากฝ่ายรัฐบาล

ก่อนหน้านั้น 14 ตุลา 2516 นักศึกษาชนะแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีเสรีภาพ เรียกร้องความเป็นธรรมซึ่งเป็นนามธรรม ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพูดเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ซึ่งจับต้องได้มากกว่า

ฝ่ายไร้อำนาจไร้เครื่องมือจึงตกเป็นเหยื่อ เป็นที่มาของเหตุการณ์ ‘ฆ่านกพิราบ’ 

ชาญวิทย์ ให้ความเห็นถึงประติมากรรม 2475 ว่า ศาลาเสา 6 ต้นในนั้นมีหมุดคณะราษฎร 24 มิถุนา 2475 จำลอง แต่ไม่สวยเพราะทำจากวัสดุราคาถูก ทางมหาวิทยาลัยควรจะทำใหม่ ส่วนหมุดคณะราษฎรของจริงเคยอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และหายไปแล้วยังไม่เจอ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งจะกลับมา   

นอกจากนั้นบริเวณนี้มีพระพุทธสิหิงค์จำลอง ในหอพระ ตามประวัติศาสตร์วังหน้าองค์ที่ 1 (น้องของรัชกาลที่ 1) อยู่วังนี้ เมื่อไปเชียงใหม่ไปยึดพระมารูปหนึ่งมาไว้ที่วังหน้า ตอนนี้ก็ยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ส่วนธรรมศาสตร์อยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของวังหน้า มหาวิทยาลัยจึงจำลองพระพุทธสิหงค์นี้ไว้ ในวาระครบรอบ 50 ปีธรรมศาตร์ ปัจจุบันปีที่ 88 แล้ว

หอพระและอัฐิปรีดี ความลับ ห้ามบอกใคร   

ชาญวิทย์ บรรยายว่า พระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้มีความพิเศษ จะเล่าให้นักศึกษาฟัง ฟังแล้วเก็บเป็นความลับห้ามไปบอกใครเพราะอัฐิของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์อยู่ใต้พระองค์นี้ ท่านอาจารย์ปรีดี ไม่อยากให้มีอนุสาวรีย์ ไม่อยากให้มีอะไร เพราะท่านเป็นคนสมัยใหม่ แต่พวกเราก็สร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน แล้วเราก็ทำพิธี

มีการฌาปนกิจร่างของท่านที่ปารีสอย่างเรียบง่าย อาจารย์ชาญวิทย์ได้ไปงานนั้น ต่อมามีการเชิญอัฐิท่านกลับมา ทำพิธีที่ธรรมศาสตร์ ที่อยุธยาบ้านเกิดของท่านอาจารย์ปรีดี แล้วไปลอยอังคารที่ปากน้ำเจ้าพระยา เหลือผ้าห่ออัฐิ

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ นำผ้านั้นมามอบให้ธรรมศาสตร์เป็นที่ระลึก ตอนนั้นธรรมศาตร์มีอธิการบดีหญิงคนแรก ชื่ออาจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี รับผ้านี้มา เมื่อเปิดผ้ามีเศษอัฐิ จึงใส่ไว้ใต้พระองค์นี้ และบอกกับอาจารย์ชาญวิทย์ว่า “อย่าไปบอกใครนะ”

“ผมจึงนำมาบอกกับพวกคุณ และบอกว่าอย่าไปบอกใครนะ อันนี้พิเศษมาก ไม่มีใครรู้ บอกแต่นักศึกษา” ชาญวิทย์กล่าว

เรียบเรียงโดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

Related Posts

Leave a Reply